คลังความรู้

บทเรียนของแคนาดาสำหรับตลาดเมล็ดกัญชง (HEMP GRAIN) ในอเมริกาเหนือ
วันที่อัพเดท: 7 ก.พ. 2565

แคนาดา ... บทเรียนเฮมพ์ในอเมริกาเหนือ

เผยแพร่โดย   New Frontier Data ,20 มกราคม 2565

กว่า 20 ปีที่อุตสาหกรรมการผลิตเฮมพ์ของแคนาดาเป็นเรื่องถูกกฎหมาย และครองตลาดอาหารที่มีส่วนผสมของเฮมพ์ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน บทเรียนสำคัญ…ที่อเมริกาไม่อาจมองข้าม

ปี 2561 เมื่อเฮมพ์ได้ปลดล็อคเป็นพืชที่ถูกกฎหมายในอเมริกาแล้ว หลายคนต่างก็พุ่งเป้าไปที่ธุรกิจสารสกัดเฮมพ์ การปลูก การแปรรูป และ การตลาดของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเฮมพ์ เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องของ CBD ส่งผลให้การแบ่งพื้นที่เพาะปลูกเฮมพ์ของอเมริกาส่วนใหญ่จึงอนุญาตให้กับการปลูกเพื่อผลิตสารสกัดแคนาบินอยด์

          ในแง่ของเกษตรผู้ปลูกและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหลายรายได้พิจารณาแล้วพบว่า ในปี 2562

เมื่อมีความต้องการขายที่ล้นตลาดทำให้ ราคาของ CBD ชีวมวล ราคาตก เมื่อราคายังไม่ดีขึ้นขณะตลาดรีเทลของ CBD ไม่ได้เติบโตตามที่ได้ประมาณการไว้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดการกำกับดูแล โดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริการ (FDA)

          ชาร์ลอตส เว็บ (Charlotte's Web) (1)รายงานถึงรายได้ของไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 อยู่ที่ 25 ล้านเหรียญ(2) แต่ในปีถัดมา ไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 รายได้ลดลงอยู่ที่ 23 ล้านเหรียญ  นอกจากนี้ นอกจากนี้ยังพบว่ารายได้ของ ซีวี ซายเอนเซส (CV Sciences)(3) บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายยารายใหญ่อีกรายที่อยู่ในแวดวงของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ  CBD  มีรายได้ลดลงเช่นกัน  พบได้จากรายงานยอดขายของไตรมาสที่ 3  ของปี 2564 อยู่ที่ 5.1 ล้านเหรียญ  ลดลงจากปี 2563 ไตรมาสที่ 3 ที่รายได้ 5.6 ล้านเหรียญ คิดเป็น 8%   

          นับแต่สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้เฮมพ์ในเชิงอุตสาหกรรมเป็นเรื่องถูกกฎหมายมา  4 ปี ความสนใจต่างมุ่งไปที่เส้นใยและเมล็ด ท้ายที่สุดแล้วเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างหากที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดเจนว่าตลาดอุตสาหกรรมเฮมพ์ของแคนาดา ขึ้น ๆ ลง ๆ มาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่าน โดยเฉพาะเมล็ดเฮมพ์ ซึ่งผู้ประกอบการเฮมพ์ในสหรัฐอเมริกาควรจะใส่ใจนำมาเป็นบทเรียนของตัวเอง

อุตสาหกรรมเฮมพ์ในแคนาดามีมานานถึง 22 ปี  แต่ไม่ให้ความสนใจต่อสารแคนาบินอยด์จากเฮมพ์เลย ขณะที่ มานิโตบา ฮาร์เวสต์ (Manitoba Harvest) บริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดเมล็ดเฮมพ์โลกสัญชาติแคนาดา กลับให้ความสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์ ไปจนถึง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากเมล็ดเฮมพ์ ที่ขึ้นชั้นวางจำหน่าย นิว ฟรอนติเย ดาต้า (New Frontier Data) (4) วิเคราะห์ตัวเลขการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์จากมานิโตบา ฮาร์เวสต์ ในปี 2563 ว่า มีมากถึง 58% ของการค้าปลีกผลิตภัณฑ์อาหารจากเฮมพ์ทั้งหมด

          ดังนั้น ยอดขายปลีกของ มานิโตบา ฮาร์เวสต์ จึงเป็นตัวกำหนดพื้นที่ปลูกเฮมพ์ของแคนาดา เพื่อให้พอดีกับความต้องการของผู้บริโภค และเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พื้นที่การปลูกเฮมพ์แต่ละปีเกิดความผันผวนไม่แน่นอน.

                ปี 2562 ทิลเรย์ (Tilray) (5) บริษัทผู้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกัญชง เข้ามาซื้อ มานิโตบา ฮาร์เวสต์ ในราคาเพียง 317 ล้านเหรียญ หรือ 9,510 ล้านบาท ในขณะนั้นผลิตภัณฑ์ของ มานิโตบา ฮาร์เวสต์ ที่วางจำหน่ายแพร่หลาย 13,000 ร้านค้าในสหรัฐอเมริกา และ 3,600 แห่งในแคนาดา

                นิว ฟรอนติเย ดาต้า ได้มีการสนทนาร่วมกันกับ ดาเรลล์ แม็คเอลรอย (Darrell McElroy)  ผู้จัดการฝ่ายผลิตเมล็ดพันธุ์ และ นักปฐพีวิทยา และ คลาเรนซ์ ชวาลุก (Clarence Shwaluk) ผู้อำนวยการฟาร์มฝ่ายปฏิบัติการฟาร์ม ของ มานิโตบา ฮาร์เวสต์ เกี่ยวกับเส้นทางความเป็นมาของตลาดเมล็ดเฮมพ์ของแคนาดา และการกำหนดตลาดในฤดูกาลผลิตที่กำลังมาถึงในปี 2565 นี้ แม้ว่าทั้ง แม็คเอลรอย และ ชวาลุก ได้ผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมเฮมพ์ ในแคนาดามาอย่างมากมาย นับแต่แคนาดาเปิดตลาดอย่างถูกกฎหมายทำให้ทัศนคติในเชิงบวกของทั้งสองคนจะเปลี่ยนไปบ้างก็ตาม แต่พวกเขายังคงมองเห็นการเติบโตของตลาดเมล็ดเฮมพ์ในช่วงหลายปีและหลายทศวรรษที่จะมาถึง

หมายเหตุ

- กราฟแสดงพื้นที่การปลูกเฮมพ์ของเมืองมานิโตบา ในแคนาดา ช่วงเวลา 11 ปี เพิ่มขึ้น ลดลงอย่างไม่เป็นระบบ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับยอดขายผลิตภัณฑ์อาหารจากเฮมพ์ของมานิโตบา ฮาร์เวสต์ ในแต่ละปีมากำหนดพื้นที่ปลูกเพื่อผลิต

ราคาของเมล็ดเฮมพ์ ออแกนิก ในปี 2564 อยู่ที่ปอนด์ละ 1.55 เหรียญ หรือ กิโลกรัมละ 109.12 บาท

 

สมดุลแห่งความต้องการซื้อและความต้องการขาย

                สิ่งที่เชื่อถือได้อย่างแน่นอนก็คือ เกษตรกรยังต้องวิ่งไล่ความต้องการหรืออุปสงค์อยู่วันยังค่ำ.        

                หนึ่งปีของการขาดแคลนหรือไม่มีพืชผลระดับดีเยี่ยม ขณะที่ปีถัดมาจะพบว่าราคาพืชผลชนิดเดียวกันลดลง เพราะเกษตรกรเองคิดว่าจะเฮทำตาม ๆ กันไป ผลผลิตมากเกินความต้องการพืชผลก็จะล้นตลาด เพราะความต้องการขายมีมากเกินไปอีกด้วย

                แม็คเอลรอย และ ชวาลุก ได้เล่าถึงการผลิตเฮมพ์ในแคนาดาที่มีมากเกินไป กระทบกับตลาดและเป็นเหตุให้เกษตรกรผู้ปลูกขายได้ในราคาที่เล็กน้อยมากถึงกับขาดทุนกันเลยทีเดียว

                ครั้งแรก เมื่อปี 2541และ ปี 2542 เป็นสองปีที่ตลาดเฮมพ์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พอล่วงเข้าปี 2543 สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีคำสั่งไปยังกรมศุลกากรแห่งสหรัฐอเมริกา ให้ระงับการนำผลิตภัณฑ์เมล็ดเฮมพ์เข้าประเทศ มีการจับกุมได้ครั้งแรก มีของกลางเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ฆ่าเชื้อแล้วมีน้ำหนักถึง  53,000 ปอนด์ หรือ 24,040.39 กิโลกรัม จากบริษัท เคนเน็กซ์ จำกัด ผู้ผลิตอาหารจากเฮมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจะขายเป็นอาหารนก ครั้งต่อมา เกิดขึ้นในปี 2549 หลังจากที่มีการผลิตออกมาจำนวนมากเกินความต้องการ เกษตรกรผู้ปลูกขายไปให้กับตลาดยุโรปเกิดความสูญเสียอย่างมหาศาล เช่น 0.20 เหรียญ/ปอนด์  เปรียบเทียบกับอัตราราคาปกติที่เคยมีในอดีตคือ 0.50-0.60 เหรียญ/ปอนด์

                ครั้งสุดท้าย คือ จำนวนที่เกาหลีใต้สั่งซื้อในราคาเกือบ 40% ของราคาส่งออกพืชผลทางการเกษตรของแคนาดาในปี 2559 นับแต่เฮมพ์เป็นเรื่องถูกกฎหมายเกษตรกรชาวแคนาดาต่างกระตือรือร้นที่จะปลูกเฮมพ์ในพื้นที่ให้มากที่สุด เกษตรในเขตหนึ่งของมานิโตบาปลูกบนพื้นที่ 24,227 เอเคอร์ หรือ 61,294.31 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก  12,044 เอเคอร์ หรือ 30,471.32  ไร่ มากกว่า 2 เท่าตัว จากปีก่อนหน้านี้  การส่งออกของแคนาดาไปยังเกาหลีใต้ลดลงถึง 27% เนื่องจาก จีนเข้ามาตีตลาดด้วยการตัดราคาและเสนอขายในราคาที่ต่ำมาก ทำให้ตลาดอเมริกาเหนือใช้เวลาหลายปีในการจัดการกับผลผลิตที่มีมากเกินไป

                ล่วงเข้า ปี 2561-2563 ผลผลิตที่ล้นตลาดอยู่นั้นยังคงมีราคาที่ต่ำ (เฉลี่ยที่ 0.50-0.55 เหรียญ/ปอนด์หรือ 35.2-38.72 บาท/ 0.453 กิโลกรัม สำหรับเมล็ดเฮมพ์ทั่วไป) แม้ว่าดูจะเป็นแนวโน้มที่เหมือนจะดีขึ้น ด้วยราคาของเมล็ดเฮมพ์ที่เพิ่มสูงขึ้น ตามที่สำนักงานพัฒนาการเกษตรและทรัพยากรจังหวัด กำหนดราคาเมล็ดเฮมพ์ ปี 2563 จาก 0.75 - 0.84 เหรียญ/ปอนด์ หรือ 52.8-59.14 บาท/ 0.453 กิโลกรัม โดยทั่วไป เมล็ดพืชออร์แกนิกเกรดพรีเมี่ยมจะอยู่ที่ 30-40% สูงกว่าสินค้าบริโภคทั่วไป

ตลาดเติบโตขึ้นเล็กน้อย

     ในช่วงแรกของอุตสาหกรรมเฮมพ์แคนาดา บ้างก็เชื่อว่าเฮมพ์จะเป็นมาตรฐานของฟาร์มพืชผล พร้อม

ไปกับคาโนลา แม้ว่าจะมีช่วงระยะเวลาที่ถึงอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ติดต่อกันระหว่าง 25%-30% (ล่าสุดในช่วงปี 2557-2559) แม็คเอลรอย และ ชวาลุก สังเกตว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในอัตราเติบโตคงที่ สูงขึ้นบ้างเล็กน้อย ปี 2564 เกษตรกรชาวแคนาดาปลูกคาโนลา 22.5 ล้านเอเคอร์ หรือ 56.925 ล้านไร่  เปรียบเทียบกับการปลูกเฮมพ์เชิงอุตสาหกรรมประมาณ 60,000 เอเคอร์ หรือ 151,800 ไร่ ทั้งสองได้กล่าวว่า การศึกษาของผู้บริโภคยังคงมีความสำคัญต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์อาหารที่มีเฮมพ์เป็นส่วนผสม หากจะเร็วไปที่จะเรียกว่าเป็นการท้าทายภาวะราคอาหารที่สูงขึ้น จากข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคล่าสุด ราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น 6.1% ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2563  ถึง เดือนพฤศจิกายน 2564 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสินค้าที่เป็นตัวเลือกอื่น ๆ ในร้านค้า  แม็คแอลรอย และ ชวาลุก สรุปถึงกรณีนี้ว่า ผู้ซื้อ/ผู้บริโภคได้จัดลำดับความสำคัญของผลิตภัณฑ์ของ มานิโตบา ฮาร์เวสต์ และให้ความสำคัญในการซื้ออาหารหลักก่อนในขณะที่อยู่ในภาวะเงินเฟ้อเช่นนี้

สินค้าทางการเกษตรมีราคาสูง

                ในฤดูหนาวปี 2563 ราคาของคาโนลา 1 บุชเชล เป็นเงิน 12 เหรียญ หรือ 360 บาทต่อบุชเชล ผ่านมาเกือบปี ในพฤศจิกายน 2564 ราคาแตะเกือบ 20 เหรียญต่อบุชเชล หรือ 600 บาทต่อบุชเชล นอกจากนี้ ปัจจัยการผลิตในไร่  เช่น ปุ๋ย มีราคาสูงขึ้นอย่างมากอย่างต่อเนื่อง  รายงานจากศูนย์นโยบายการเกษตรและอาหารแห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็ม (AFPC) คาดการณ์ไว้ว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในปี 2565 จะมีต้นทุนจากราคาปุ๋ยไนโตรเจนที่สูงขึ้น 81%  โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 52.07 เหรียญ/เอเคอร์ หรือ 687.202/ไร่ ในขณะที่เพิ่มขึ้น 200% เมื่อเทียบเป็นรายปี ดังนั้น ชาวไร่ข้าวโพดจะต้องเก็บเงินเพิ่มอีก 0.32 ดอลลาร์/บุชเชล หรือ 10 บาท เพื่อชดเชยราคาปุ๋ยไนโตรเจนที่สูงขึ้น

ความต้องการพืชอินทรีในตลาด

                แม็คเอลรอย และ ชวาลุก  ให้ข้อมูลถึง ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดค้าปลีกกำลังเปลี่ยนไปอย่างมากต่อผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีจากเฮมพ์  มานิโตบา ฮาร์เวสต์ มีผลิตภัณฑ์ทั้งแบบธรรมดา (0.63 เหรียญ/ออนซ์) และออร์แกนิกจากเฮมพ์ (0.83 เหรียญ/ออนซ์) ดูจากความต้องการผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกแล้ว แม็คเอลรอย และ ชวาลุก ได้คาดการณ์ว่า ในปี 2565 นี้ จะมีเกษตรกรที่จะเน้นการปลูกแบบออร์แกนิกเพิ่มขึ้น คิดเป็นภาพรวมของพื้นที่ปลูก 70% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด

 

                ปี 2564 มานิโตบา ฮาร์เวสต์ ทำสัญญาการผลิตเมล็ดเฮมพ์ออร์แกนิก ด้วยราคาที่ 1.55 เหรียญ/ปอนด์  จากราคา 1.00-1.25 เหรียญเมื่อหลายปีก่อน  แม็คเอลรอย และ ชวาลุก ยังได้แสดงความคิดเห็นไว้อีกว่า จะมีการเตรียมพื้นที่ไว้สำหรับพืชเกษตรอินทรี ในปี 2565 เกษตรกรจะกลับมาปลูกพืชในแบบวิถีดั้งเดิม เพราะราคาที่สูงขึ้น

                แม็คเอลรอย และ ชวาลุก ได้พูดถึง มานิโตบา ฮาร์เวสต์ ว่า บริษัทได้ทำสัญญากับเกษตรกรว่าจะใช้พื้นที่เกษตรในการปลูก 35,000-40,000 เอเคอร์ หรือ 88,550 - 101,200 ไร่ ขณะที่ มานิโตบา ฮาร์เวสต์ได้ทำสัญญากับเกษตรกรผู้ปลูกทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2561 เมื่อเฮมพ์ถูกกฎหมาย ความต้องการของตลาดที่มากขึ้นอย่างมหาศาลจะช่วยรักษาพื้นที่ปลูกแบบออร์แกนิกไว้  เราอาจจะเห็นเกษตรกรชาวอเมริกันสามารถจะบูรณาการข้อนี้กับห่วงโซ่อุปทานเมล็ดของแคนาดาก็ได้

 

กำลังการผลิต

                แม็คเอลรอย และ ชวาลุก  ได้ประมาณไว้ว่าปี 2564 แคนาคาจะมีการแปรรูปจากเมล็ดเฮมพ์ตั้งแต่ 20-25 ล้านตัน ถ้าเป็นไปตามนั้น พวกเขาเชื่อว่ากำลังผลิตในอุตสาหกรรมเมล็ดเฮมพ์น่าจะมีถึง 30-40 ล้านตัน/ปี ในขณะเดียวกัน พวกเขาตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ความสนใจในการผลิตเส้นใยเฮมพ์ของแคนาดจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบสองเท่าตัว ประมาณ 35,000-40,000 เอเคอร์ หรือ 88,550 - 101,200 ไร่ ของพื้นที่ปลูกเฮมพ์ทั้งประเทศ

                จะทำอย่างไรให้ตลาดโตเพียงพอกับกำลังการผลิตในประเทศ ?

                แม็คเอลรอย และ ชวาลุก เองก็ไม่สามารถจะย้ำถึงความสำคัญเรื่องการศึกษาของผู้บริโภคจนมากเกินไป สำหรับพวกเขาแล้ว การที่จะเปลี่ยนความคิดของคนทั้งหลายเกี่ยวกับเฮมพ์ว่า เฮมพ์ไม่ใช่ยาเสพติดแต่เป็นอาหารนั้น พวกเขาได้ต่อสู้ในเรื่องนี้มากว่า 20 ปี  พวกเขายังยอมรับว่า เมื่อเฮมพ์ตีคู่ไปกับกัญชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎระเบียบ หรือ การทำตลาด ก็ตาม เป็นเรื่องยากที่จะเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาได้

                ทั้งสองพูดติดตลกว่า “บางทีเราน่าจะเลิกเรียกเฮมพ์ว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดนะ” และขยายความว่า

                “เราน่าจะคิดว่าจะนำผลพลอยได้จากเมล็ดเฮมพ์เป็นส่วนผสมที่ใช้ได้ในผลิตภัณฑ์อาหาร (โดยไม่ต้องทำการตลาดด้วยการอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากเฮมพ์) ซึ่งนั่นคือวิธีการผลิตเฮมพ์ในอเมริกาเหนือทำเพื่อไปให้ถึงจุดหมายคือ 1 ล้านเอเคอร์ หรือ 2,530,000 ไร่ ทำให้เฮมพ์กลายเป็นสินค้าทางหลักทางการเกษตร” อย่างที่ แม็คเอลรอย และ ชวาลุก ได้ระบุไว้ว่าตลาดของผลิตภัณฑ์อาหารจากเฮมพ์ในร้านค้ายังมีพื้นที่อีกมาก

                มานิโตบา ฮาร์เวสต์ ทำงานอย่างหนักในการจัดหาเมล็ดเฮมพ์ส่งให้กับผู้ผลิตบิ๊กฟู้ดเพื่อเป็นโปรตีนจากพืชและส่วนผสมที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดูเหมือนว่าจะเป็นหนทางไปสู่ทศวรรษหน้าสำหรับตลาดเมล็ดเฮมพ์ในอเมริกาเหนือที่มีมูลค่ามากที่สุด

 

หมายเหตุ

  1. ชาร์ลอตส เว็บ Charlotte's Web เป็นยี่ห้อของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก

เรื่องจริงของ  ชาร์ลอด ฟิกิ (Charlotte Figi) เด็กสาวผู้มีอิทธิพลทางความคิดของวงการกฎหมายทางการแพทย์ว่าด้วยเรื่องกัญชาของสหรัฐอเมริกาทำให้ต้องเปลี่ยนไปครั้งใหญ่ เนื่องมาจาก การบริโภคสารสกัดจากกัญชาเมื่อเธอมีอายุเพียง 5 ขวบ ทำให้อาการจากโรคลมชักที่เธอเป็นอยู่ลดลงและสามารถใช้ชีวิตประจำวันดีขึ้น  สารคดีเกี่ยวกับ Charlotte Figi และ ผู้ป่วยอื่น ๆ ที่บริโภคสารจากกัญชาเพื่อบรรเทาอาการจากโรคที่ตนเป็นอยู่ สารคดีเรื่อง weed ผลิตขึ้นในปี 2556 โดย CNN  คลิก https://www.youtube.com/watch?v=-SZzgfyXhJI

  1. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 32 บาท/เหรียญ  ในการคำนวณมา

เป็นค่าเงินบาท หากไม่มีการระบุ วัน เดือน ปีที่เฉพาะเจาะจงลงไป จะใช้ อัตรากลางของปี เป็นตัวคำนวณ โดยนำมาจากค่าอัตราแลกเปลี่ยนกลางของธนาคารแห่งประเทศไทย https://www.bot.or.th/App/BTWS_STAT/statistics/ReportPage.aspx?reportID=123&language=th

  1. บริษัท ซีวี ซายเอนเซส จำกัด (CV Sciences, Inc.) ให้บริการผลิตภัณฑ์ยาเฉพาะทาง บริษัท

มุ่งเน้นไปที่การผลิต การตลาด และการขายผลิตภัณฑ์ CBD จากพืชไปยังภาคส่วนการตลาดต่างๆ รวมถึงพัฒนาการบำบัดรักษาแบบใหม่ที่อิงกับ CBD โดยใช้ CBD CV Sciences ลงทุนในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นในการได้รับการยืนยันสถานะด้วยตนเองซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัย (GRAS)

  1. นิว ฟรอนติเย ดาต้า (New Frontier Data)  เป็นองค์กรที่รวบรวม

จัดการข้อมูลปฐมภูมิ การวิเคราะห์ และ หน่วยงานด้านเทคโนโลยีที่มีความชำนาญเฉพาะทางเกี่ยวกับอุตสาหกรรมกัญชงโลก ส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับนักลงทุน นักโฆษณา นักวิจัย และ ผู้กำหนดนโยบาย ในการจัดทำเข้าสู่กระบวนการ ความเข้าใจ การประสานนัดหมาย การทำธุรกิจ กับอุตสาหกรรมเฮมพ์ และ ผู้บริโภค

  1. ทิลเรย์ (Tilray) บริษัทสัญชาติแคนาดาผลิตผลิตภัณฑ์ทางด้านเภสัช

กรรมและเฮมพ์ ร่วมกับ สหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ เมืองโตรอนโต, รัฐออนตาริโอ  ทิลเรย์ยังมีสำนักงานอีกหลายแห่ง เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี โปรตุเกส และ ลาติน อเมริกา 

 

แหลงที่มาของข้อมูล

Canada’s Lessons for North America’s Hemp Grain Market, https://newfrontierdata.com/cannabis-insights/canadas-lessons-for-north-americas-hemp-grain-market/

เผยแพร่วันที่ 20 มกราคม 2565 โดย  New Frontier Data

 

แปลและเรียบเรียงโดย :  

นางสาวสุกัญญา รื่นพิทักษ์

ตำแหน่ง นักพัฒนา SMEs ชำนาญการ

สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง